วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ 10

ให้นักศึกษาได้ศึกษาเหตุการณ์ในประเด็นต่อไปนี้
เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศไทยให้นักศึกษาอ่านและศึกษาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Internet  Blog ต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นสรุปวิเคราะห์สังเคราะห์ ลงในบล็อกของนักศึกษาในกิจกรรมที่ 10

1)  กรณีเขาพระวิหารจังหวัดศรีสะเกษ    
    เป็นปราสาทหินตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างบ้านสรายจร็อม อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา และบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้ๆ กับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เป็นบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนพื้นเมืองสมัยก่อน ในกษัตริย์ชัยวรมันที่ 2 ได้กำหนดเขตบริเวณนี้และเรียกชื่อว่า "ภวาลัย" ภายหลังปรากฏชื่อในจารึกภาษาสันสกฤตว่า "ศรีศิขรีศวร" หมายความว่า "ผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาอันประเสริฐ" ตั้งอยู่บนยอดเขาในเทือกเขาพนมดงรัก ตามแนวเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จากหลักฐานต่างๆ คาดว่าสร้างในปี พ.ศ.1432-1443 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เพื่อใช้เป็นสถานที่สักการะตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ โดยสมมติให้เปรียบเสมือน "เขาพระสุเมรุ" (ศูนย์กลางของจักรวาล) โดยการสร้างนั้นก็มีเหตุผลในการรวบรวมอำนาจและความเชื่อของคนในละแวกนั้นเข้าด้วยกัน เพราะในอดีตแถบนั้นมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน      พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงโปรดให้สร้างเขาพระวิหารขึ้น เพื่อเป็นจุดยึดเหนี่ยวและศูนย์รวมจิตใจของ ชาวบ้านซึ่งจะทำให้การปกครองง่ายขึ้นด้วย เดิมที่ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ค.ศ.1899, ร.ศ.-118) และเมื่อ พ.ศ. 2442 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้เสด็จไปยังปราสาทแห่งนี้ และทรงขนานนามว่า "ปราสาทพรหมวิหาร" ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า "ปราสาทพระวิหาร" ซึ่งพระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ ต่อมาเมื่อปี 2450 จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส (ปกครองเขมรขณะนั้น) อาศัยแสนยานุภาพทางทหารบีบให้รัฐบาลสยาม (ไทย) ยอมเขียนแผนที่กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามก็ยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นมาแต่โดยดีโดยมิได้ทักท้วง (ซึ่งแต่เดิมถ้าแบ่งตามสันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก เขาพระวิหารจะอยู่ในฝั่งไทยแต่พอแบ่งตามแผนที่ใหม่ของปี 1907จะอยู่ในฝั่งกัมพูชา) อาจจะเป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอยู่ในขณะนั้น และคนไทยก็ยังสามารถเข้าไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้โดยง่าย ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะตามสนธิสัญญาเดิม พ.ศ.2447 หรือตามสภาพภูมิศาสตร์ กำหนดให้อยู่ในดินแดนของไทยอย่างชัดเจน จนวันที่ 6 ตุลาคม 2502 รัฐบาลเจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชา ภายใต้การหนุนหลังของฝรั่งเศส ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก ขอให้ไทยถอนกองกำลังทหารออกจากเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารคืน (ยื่นฟ้องทั้งหมด 73 ครั้ง) ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง โดยบริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่
2)  กรณีพื้นที่ชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์  จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระแก้ว ตราด เกาะกรูด ทะเลในอ่าวไทย 
       ส่งผลทำให้ไทยต้องสูญเสียพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ โดยกินพื้นที่ตั้งแต่อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ตามขอบชายแดนตลอดไป จนถึงจันทบุรีและตราด ที่สำคัญคือ ประเทศไทยและกัมพูชายังมีการประกาศอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย ซึ่งมีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 34,000 ตารางกิโลเมตร โดยฝ่ายกัมพูชาประกาศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2515 ซึ่งวัดจากเส้นเขตแดนทางบกที่มาจรดริมทะเลตามที่ปรากฏในแผนที่ฝรั่งเศส โดยลากเส้นไหล่ทวีปพาดผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูดของไทยขณะที่ฝ่ายไทยประกาศเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2516 โดยวัดจากเส้นเขตแดนทางบกที่จรดริมทะเลตามที่ปรากฏในแผนที่เดินเรืออังกฤษ หมายเลข 2414 โดยเส้นในช่วงแรกใช้แนวแบ่งครึ่งมุมระหว่างเกาะกูดของไทยกับเกาะกงของ กัมพูชา ส่วนเส้นช่วงที่เหลือเป็นเส้นแบ่งครึ่งทะเลระหว่างแนวเกาะของไทยกับกัมพูชา ซึ่งพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลดังกล่าวนั้นทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถ ตกลงกันได้และด้วยเหตุดังกล่าวทำให้พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาต้องการครอบครอง และถูกนำไปเชื่อมโยงกับการนำ “ปราสาทพระวิหาร” ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพราะในการเป็นมรดกโลกนั้นจะต้องมีเขตพื้นที่กันชน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า จะเข้ามาล่วงล้ำอธิปไตยของไทยที่ร้ายที่สุดคือ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนดังกล่าวก็ย่อมกระทบกับหลักเขตทั้ง 73 หลักและกระทบกับการประกาศเขตแดนทางทะเลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งมีหลักฐานที่พอจะเชื่อได้ว่า เป็นเรื่องความต้องการเปลี่ยนเส้นเขตแดนทั้งทางบก และทางทะเลของไทย เพื่อหวังผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มการเมือง โดยการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นสื่อบังหน้าเท่านั้น
สรุปปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาไว้ดังนี้
      ประเทศไทยและกัมพูชามีแนวพรหมแดนติดต่อกันความยาว 798 กิโลเมตร แบ่งเป็นตามแนวสันปันน้ำ 524 กิโลเมตร ตามแนวลำน้ำ 216 กิโลเมตร และเป็นเส้นตรง 58 กิโลเมตร ทั้งสองฝ่ายได้ทำการปักปันเขตแดนร่วมกันครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2452 โดยใช้หลักเขตแดนทำจากไม้รวม 73 หลัก เริ่มตั้งแต่ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ (รอยต่อ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ) เป็นหลักเขตที่ 1 โดยแบ่งเส้นเขตแดนเป็น 3 ส่วน ได้แก่
 ส่วนที่ 1 เริ่มตั้งแต่จุดร่วมเขตแดน 3 ประเทศ (ไทย-กัมพูชา-ลาว) บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ไปตามทิวเขาพนมดงรัก ผ่าน จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ จนถึงเขตรอยต่อ จ.บุรีรัมย์ กับ จ.สระแก้ว (บริเวณหลักเขตที่ 28) ใช้แนวสันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรักเป็นเส้นเขตแดน
 ส่วนที่ 2เริ่มตั้งแต่หลักเขตแดนที่ 28 เส้นเขตแดนไปตามลำคลองสลับกับแนวเส้นตรงไปจนถึงต้นน้ำของทิวเขาบรรทัด (ใกล้หลักเขตแดนที่ 68) ผ่าน จ.สระแก้ว และจันทบุรี
 ส่วนที่ 3 เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำคลองใส (รอยต่อ จ.จันทบุรี กับ จ.ตราด) เส้นเขตแดนไปตามแนวสันปันน้ำของทิวเขาบรรทัดในเขต จ.ตราด ผ่านหลักเขตแดนที่ 69 จนถึงหลักเขตแดนที่ 72 และจากหลักเขตแดนที่ 72 เป็นเส้นตรงจนถึงหลักเขตแดนที่ 73 อ.คลองใหญ่ จ.ตราด
ต่อมาพบว่าหลักเขตบางส่วนถูกเคลื่อนย้าย บางส่วนสูญหาย และการใช้แผนที่ในการพิจารณาปัญหาเขตแดนคนละฉบับ โดยไทยใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ลำดับชุด L 7017 ที่กรมแผนที่ทหารจัดทำ ส่วนฝ่ายกัมพูชาใช้แผนที่ มาตราส่วน 1:50,000 ที่จัดพิมพ์โดยสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ส่งผลให้แนวเขตแดนบนแผนที่ทับซ้อนกันที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายได้ร่วมทำบันทึกความเข้าใจเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2543 และมีคณะทำงานปฏิบัติงานร่วมกันเรื่อยมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เสร็จสิ้น และมีพื้นที่ที่ยังเป็นปัญหาเขตแดนระหว่างสองประเทศ ได้แก่
1.จังหวัดสุรินทร์   สุรินทร์มีปัญหาพรมแดนติดต่อกับกัมพูชาทางด้าน อ.กาบเชิง บัวเชด สังขะ และกิ่งอำเภอพนมดงรัก ซึ่งเขตแดนติดต่อมีลักษณะเป็นป่า มีทิวเขาพนมดงรักกั้นตลอดแนว ส่วนหนึ่งประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ และตามแนวชายแดนซึ่งเป็นเขตแดนทางบกมีช่องทางขึ้นลงจำนวนมาก สุรินทร์มีหลักเขตแดนทั้งหมด 23 หลัก ตั้งแต่หลักเขตแดนที่ 2-23 ในจำนวนนี้มีหลักเขตแดนที่ไม่สามารถตรวจพบ 6 หลัก คือหลักเขตแดนที่ 2,4,5,6,15 และ 16 ส่วนหลักเขตที่ 7 มีร่องรอยการเคลื่อนย้าย
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่
1.1    กลุ่มปราสาทตาเมือน   เป็นปราสาทหินมีจำนวน 3 หลัง ตั้งอยู่บนแนวภูเขาบรรทัด บริเวณบ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 18 ต.ตาเมียง กิ่งอำเภอพนมดงรัก กลุ่มปราสาทตาเมือน ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือนธมเก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุด ปราสาทตาเมือนโต๊ด และประสาทตาเมือน
1.2 ปราสาทตาควาย ตั้งอยู่ในเขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ต.บักได
      ช่วงปี 2544 ราษฎรกัมพูชาได้แพร่กระจายข่าวว่า ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควายเป็นของกัมพูชา และกัมพูชาอาจยื่นข้อเรียกร้องอ้างสิทธิเหนือปราสาททั้งสองแห่ง ซึ่งในการประชุมเจ้าหน้าที่เทคนิคไทย-กัมพูชา นำโดย นายประชา คุณะเกษม ที่ปรึกษา รัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี ฝ่ายไทย) และนายวาร์ กิมฮง ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาด้านกิจการชายแดน ในฐานะประธาน เจบีซี ฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 7-8 พ.ย.2544 ฝ่ายไทยเสนอว่าขอให้จัดชุดสำรวจร่วมทำการเดินตรวจสอบแนวสันปันน้ำในภูมิประเทศบริเวณปราสาท เพื่อพิสูจน์ทราบตำแหน่งประสาททั้งสามหลัง โดยยึดถือตามแนวสันปันน้ำต่อเนื่องในภูมิประเทศเป็นเส้นเขตแดน แต่ฝ่ายกัมพูชาชี้แจงว่า ได้ตรวจสอบตำแหน่งของปราสาททั้ง 2 หลัง (ตาเมือนธม, ตาเมือนโต๊ด) แล้ว ประกอบกับหลักฐานบันทึกว่าจากการปักปันเขตแดน หมายเลขที่ 23 ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1908 แสดงสัญลักษณ์ตัวปราสาท 2 หลังอยู่ในเขตกัมพูชา  ขณะที่แผนที่ชุด L 7017 มาตราส่วน 1: 50,000 ปี 2527 ที่ฝ่ายไทยยึดถือ และแผนที่ มาตราส่วน 1: 50,000 ปี 2514 จัดทำโดยสหรัฐอเมริกาที่ฝ่ายกัมพูชายึดถือ ปรากฏเส้นเขตแดนตรงกันคือ ตัวปราสาทตาเมือนธมอยู่ในเขตกัมพูชา และอีก 2 ปราสาท (ตาเมือนโต๊ด, ตาเมือน) อยู่ในเขตไทย ปัจจุบันปัญหาบริเวณดังกล่าวจึงยังไม่ได้ข้อยุติ
2.จังหวัดบุรีรัมย์
บุรีรัมย์ไม่ปรากฏปัญหาขัดแย้งหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับเส้นเขตแดน แต่ยังมีหลักเขตแดนที่ต้อง ปักปัน ได้แก่
- หลักเขตแดนที่ 25 บริเวณช่องสายตะกู ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะหลักเขตสูญหาย
3.จังหวัดสระแก้ว
      พื้นที่ จ.สระแก้ว ที่อยู่ในความดูแลของกองกำลังบูรพา ตั้งแต่ อ.ตาพระยา อ.คลองหาด (หลักเขตที่ 28-51) มีหลักเขตที่สมบูรณ์ 11 หลักเขต สูญหายจำนวน 6 หลักเขต แต่ที่มีเหตุให้เกิดการล้ำแดน คือ
3.1 บริเวณหลักเขตที่ 31-32 เนิน 48 อ.ตาพระยา โดยไทยและกัมพูชายึดแผนที่อ้างอิงต่างกัน ไทยยึดแผนที่ชุด L 7017 ที่ไทยและสหรัฐจัดทำเมื่อปี 2512-2514 แต่กัมพูชายึดแผนที่ชุด L 7016 จัดทำโดยฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ.2497
 3.2 หลักเขตที่ 35 บริเวณจุดผ่อนปรนตาพระยา-บึงตรอกวน อ.ตาพระยา ซึ่งหลักเขตดังกล่าวสูญหาย ทำให้ไม่สามารถกำหนดเส้นเขตแดนที่ชัดเจนได้ และกัมพูชายังกล่าวหาฝ่ายไทยว่าก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์บางส่วนรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา
3.3 หลักเขตที่ 37-40 บริเวณเขาพนมปะ และเขาพนมฉัตร อ.ตาพระยา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างยึดถือแผนที่อ้างอิงต่างกัน
3.4 หลักเขตที่ 46-48 ต.โนนหมากมุ่น กิ่ง อ.โคกสูง ถูกราษฎรกัมพูชาบ้านโชคชัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประมาณ 200 คน รุกล้ำเข้ามาปลูกที่อยู่อาศัยในเขตไทยห่างจากชายแดนประมาณ 300 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ นอกจากนี้หลักเขตที่ 48 ยังถูกทำลายด้วย
 3.5 พื้นที่บ้านป่าไร่ใหม่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ ใกล้หลักเขตที่ 49 ฝ่ายกัมพูชาก่อสร้างกำแพงคอนกรีตในบริเวณดังกล่าว แต่ยอมยุติการก่อสร้างและยอมให้ไทยรื้อ
ถอนบางส่วน ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้นำกำลังตำรวจเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการในเขตกัมพูชาใกล้บริเวณดังกล่าว
3.6 พื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรคลองลึก อ.อรัญประเทศ เกิดจากการปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างบ่อนการพนันในเขตกัมพูชา อันเป็นเหตุให้ลำน้ำคลองลึก คลองพรมโหด ที่ใช้เป็นเส้นเขตแดนตื้นเขินและเปลี่ยนทิศทาง
3.7 หลักเขตที่ 51 บ้านคลองหาด อ.คลองหาด (เขาตาง็อก) ไทยและกัมพูชาต่างใช้แผนที่อ้างอิงที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดพื้นที่เหลื่อมทับกันประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1,875 ไร่ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเข้าทำการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างไว้ และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าเจรจาให้รื้อถอนออกไปแล้ว



4.จังหวัดจันทบุรี
 4.1 บริเวณหลักเขตที่ 51 ฝ่ายไทยและกัมพูชาใช้หลักฐานอ้างอิงต่างกัน ทำให้เกิดพื้นที่เหลื่อมทับประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่เหลื่อมทับดังกล่าว กัมพูชาเคยปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง แต่ กปช.จต.ได้กดดันให้กัมพูชารื้อถอนสิ่งก่อสร้าง
 4.2 หลักเขตที่ 62 บ้านหนองกก ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งตลิ่งริมน้ำถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนพังทลาย เป็นเหตุให้หลักเขตอ้างอิงที่ตั้งอยู่ริมคลองโป่งน้ำร้อนโค่นล้ม ทางกองบัญชาการทหารสูงสุดได้อนุมัติแนวทางติดตั้งหลักเขตแดนขึ้นใหม่ โดยเจรจากับกัมพูชาดำเนินการติดตั้งหลักเขตชั่วคราว
4.3 หลักเขตแดนที่ 66 และ 67 บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน ทั้งสองประเทศต่างอ้างอิงแนวเขตแดนต่างกัน โดยฝ่ายไทยอ้างอิงจากสภาพภูมิประเทศ แต่กัมพูชาใช้แนวเส้นตรง ทำให้เกิดพื้นที่เหลื่อมทับกันประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เข้ามาตัดไม้ และยังกล่าวหาไทยว่าทำการปิดประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติรุกล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชา
5.จังหวัดตราด
5.1 บริเวณบ้านคลองสน บ้านคลองกวาง-ตากุจ อ.คลองใหญ่ บนเส้นเขาบรรทัด เนื่องจากกัมพูชาได้สร้างถนนสาย K5 ล้ำเข้ามาในเขตไทยประมาณ 500 เมตร รวมระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับว่าสร้างล้ำเข้ามาจริง ทาง กปช.จต.จึงได้ปิดเส้นทางในส่วนที่ล้ำเข้ามา พร้อมทั้งตั้งจุดตรวจและลาดตระเวนตามเส้นทางอย่างต่อเนื่อง
5.2 บริเวณบ้านหนองรี อ.เมือง กำลังทหารสังกัดร้อย ปชด.1 พัน ปชด.501 ได้เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการบริเวณพิกัด TU.509454 ลึกเข้ามาในเขตไทยประมาณ 300 เมตร กปช.จต.ได้กดดันมิให้ฝ่ายกัมพูชาก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม
 5.3 หลักเขตแดนที่ 72,73 จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ โดยหลักเขตที่ 72 สูญหาย และมีการอ้างอิงแนวเขตจากหลักเขตที่ 73 ไปยังหลักเขตที่ 72 แตกต่างกัน ฝ่ายกัมพูชายึดถือค่าพิกัด TT.724886 ส่วนไทยยึดถือที่ค่าพิกัด TT.725884 ทำให้มีพื้นที่เหลื่อมทับกันประมาณ 100 ไร่ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาพยายามก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรในพื้นที่ แต่ กปช.จต.ได้กดดันให้ยุติ
6.เส้นเขตแดนทางน้ำ
ไทยและกัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยแตกต่างกัน ฝ่ายกัมพูชาประกาศเมื่อ 1 ก.ค.2515 โดยลากเส้นจากจุดอ้างอิงที่ละติจูด 11 องศา 38.88 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 102 องศา 54.81 ลิปดาตะวันออก ผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูดเลยไปถึงระยะกึ่งกลางระหว่างหลักเขตที่ 73 ส่วนฝ่ายไทยประกาศเขตไหล่ทวีปเมื่อ 18 พ.ค.2516 โดยกำหนดจุดอ้างอิงที่ 1 ที่ละติจูด 11 องศา 39 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 102 องศา 55 ลิปดาตะวันออก ที่บ้านหาดเล็ก แล้วลากเส้นเกาะกง จากนั้นแบ่งครึ่งมุมระหว่างเส้นฐานตรงออกเป็นมุมภาคทิศ 211 องศา ไปยังตำแหน่งของจุดที่ 2  ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดพื้นที่เหลื่อมทับทางทะเลประมาณ 34,043 ตารางกิโลเมตร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจา!
3)  กรณี MOU43 ของรัฐบาลนายชวนหลีกภัยมีผลต่อการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างไร หากมีการนำมาใช้จะก่อให้เกิดปัญหากับพี่น้องประชาชนในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างไร

      มีบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่างไทยกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก 2543 หรือ MOU 43 ที่จะช่วยให้ความชัดเจนในเรื่องของการปักปันเขตแดน ที่มีการตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว แต่ก็ต้องยุติลง เนื่องจากเกิดปัญหาข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหาร จึงทำให้การประชุมร่วมกมธ.ระหว่างไทย – กัมพูชาต้องยุติลง
   ในกรณีที่ยังไม่มีการตกลงเรื่องการปักปันเขตแดนระหว่างไทย – กัมพูชา ของกมธ.ร่วม จะให้สิทธิฝั่งไทยและกัมพูชาที่ครอบครองพื้นที่ทับซ้อนโดยชอบ ซึ่งหากยังไม่มีข้อตกลงการปักปันชายแดนที่ชัดเจนออกมา ก็จะไม่มีคนใครสามรถเข้าไปชี้จุดได้ว่าพื้นที่ตรงไหนเป็นของไทยหรือกัมพูชาบ้าง และผมเชื่อว่า MOU 43 จะเป็นข้อตกลงที่จะช่วยแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ ดังนั้น ตนจึงขอให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนโดยด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทางกรรมาธิการเชื่อว่า MOU 43 จะเป็นหนทางในการปักปันเขตแดนไทย – กัมพูชาให้แล้วเสร็จ และจะสามารถเกิดสันติภาพระหว่างทั้ง 2 ประเทศได้ หากเจรจาด้วยความละมุนละม่อมกัน ทั้งนี้ เชื่อว่าการเมืองและความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร อาจจะส่งผลให้การปักปันเขตแดนไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งอยากให้มีการปักปันเขตแดนในพื้นที่ซับซ้อนที่ไม่มีปัญหาก่อน แต่จริงๆ แล้วเรื่องการปักปันเขตแดนเป็นเรื่องรอง เพราะควรที่จะทำความชัดเจนในพื้นที่ซับซ้อนทั้ง 13 จุดก่อน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นภายหลังสำหรับกรณี MOU 43 ที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันเสียงแข็งว่าเป็นประโยชน์ในการเจรจาครั้งนี้ ดร.สุวันชัยให้ความเห็นว่า “มันไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกเขาเลื่อน เพราะ MOU มันทำมาตั้งแต่ปี 2543 แล้วทำไมกัมพูชาไปขึ้นทะเบียนตอนปี 51 ได้ ทำไมปี 51 เขาอนุมัติล่ะ คุณก็มี MOU อยู่นี่ ทำไมคุณไม่เอา MOU ไปแย้งล่ะ หรือว่าปี 52 ตอนคุณสุวิทย์ไปที่เซบีญา สเปน ทำไมคุณไม่เอา MOU ไปล่ะ ผมคิดว่า MOU 43มันมีประโยชน์แค่ส่วนเดียว แค่ส่วนน้อย ไม่ได้เป็นประโยชน์มาก”
- พ.ศ. 2543 (สมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.กต. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) โดยมีการลงนามอนุมัติการใช้แผนที่1 : 200,000 ของนายชวน หลีกภัย ในหนังสือลง 12 มิ.ย. 2543 โดยเข้าใจว่าเป็นแผนที่สยามอินโดจีน ทั้งที่ไทยไม่เคยยอมรับแผนที่นี้มาก่อนเพราะมีความผิดพลาดทางภูมิศาสตร์ และไม่ยึดหลักสันปันน้ำ ซึ่งแผนที่ฉบับนี้จะทำให้ไทยสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนประมาณ 1,800,000 ไร่     ทำให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (JBC) ได้มีการจัดทำแผนแม่บท (TOR 2546) เร่งการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก รวมทั้งทำแผนที่ระหว่างไทย-กัมพูชา รมว.กต.ได้มีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ว่า ไทยสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนรอบปราสาทพระวิหารกว่า 2,875 ไร่ (และเป็นการยอมรับแผนที่ 1:200,000) ต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้เพิกถอนแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เพราะขัดรัฐธรรมนูญปี 2550มาตรา 190ได้มีการเสนอให้มี กรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตลอดแนว โดยเสนอเอกสาร MOU 2543 และ TOR 2546 เป็นเอกสารประกอบการประชุมร่วมรัฐสภาในการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติ ครั้งที่ 5 (ทั้งที่ MOU 2543 สิ้นผลไปแล้ว และ TOR 2546 มิได้ผ่านการรับรองจากรัฐสภา ตามมาตรา 224 มาก่อน) ผลปรากฏว่า สมาชิกรัฐสภามีมติเห็นชอบกรอบการเจรจาดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียง 409 : 7 แม้จะผ่านมติเสียงข้างมาก แต่ขัดรัฐธรรนูญ มาตรา 1ได้พยายามเสนอบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และรายงานการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 190 (เท่ากับเป็นการยืนยันแผนที่ 1:200,000 และยอมรับผลการดำเนินการตาม MOU 2543 และ TOR 2546 ซึ่งยึดแผนที่ 1:200,000 เป็นหลัก แม้ว่า MOU 2543 ได้สิ้นผลไปแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย และทั้ง TOR 2546 มิได้ผ่านการรับรองของรัฐสภาในฐานะเป็นกรอบการเจรจา) ทำให้เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเปลี่ยนแปลงไปส่งผลทำให้ไทยต้องสูญเสียพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ โดยกินพื้นที่ตั้งแต่อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ตามขอบชายแดนตลอดไป จนถึงจันทบุรีและตราด ใน MOU 43  กัมพูชากระทำการละเมิดข้อตกลงการส่งคนกัมพูชาเข้ามาสร้างชุมชนมาตั้งร้านค้าและแผงลอยบริเวณทางขึ้น ปราสาทพระวิหารในเขตไทยเพื่อขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2541 และสร้างวัดแก้วสิขาคีรีสะวารา บริเวณฝั่งตะวันตกของปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่นอกเขตที่กั้นรั้วลวดหนามตามมติ ครม. 10 ก.ค.2505 ปี 2542 ก็ยังคงดำรงอยู่อย่างไม่มีใครเข้าไปแตะต้อง ขณะที่คนไทยเจ้าของประเทศกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป
4)  กรณี คนไทย 7 คน ประกอบด้วย สส.พรรคประชาธิปัตย์  (นายพนิต)  ประชาชนหัวใจรักชาติ (นายวีระ สมความคิด นายแซมดิน  นายตายแน่  มุ่งมาจนและผู้ติดตามผู้หญิงอีก 2 ท่าน) ร่วมกับสส.ไปตรวจพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ในการแบ่งเขตพื้นที่ชายแดน และถูกทหารกับพูชากับจับหรือลักพาตัวไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชาในฐานะที่นักศึกษาเรียนวิชาสังคม จะนำความรู้มาอธิบายให้นักเรียนของท่านได้รับรู้ข้อมูลอย่างไร  โปรดสรุปและแสดงความคิดเห็น   
     จากกรณีที่คนไทย 7 คนถูกทหารกัมพูชาจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยเสนอว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ควรเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และกรมแผนที่ทหาร เพื่อให้เข้าชี้แจง กรณีการปักปันเขตแดน เพื่อให้รู้หลักเขตแดนว่าอยู่ที่ใด เพราะที่ผ่านมาทหารพรานไทยได้จับกุมประชาชนกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงทหารกัมพูชาก็ได้จับกุมคนไทยด้วยเช่นกันเนื่องมาจากการที่ไทยและกัมพูชายังไม่มีการปักปันเขตแดน ทั้งนี้ประชาชนกัมพูชาและไทย ที่อยู่ในพื้นที่ในเขตชายแดนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอดขณะที่นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยรักชาติ ได้ถูกจับกุมครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อเดือน ก.ย.ปี 53 ซึ่งก็ได้รับการปล่อยตัว โดยสาเหตุในการจับกุมครั้งนี้ เป็นเพราะไทยและกัมพูชามีเขตพื้นที่ทับซ้อนกันถึง 13 จุด ซึ่งทับซ้อนในเขตจังหวัดสระแก้ว 10 จุด มีบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่างไทยกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก 2543 หรือ MOU 43 ที่จะช่วยให้ความชัดเจนในเรื่องของการปักปันเขตแดน ที่มีการตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว เนื่องจากเกิดปัญหาข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหาร จึงทำให้การประชุมร่วมกมธ.ระหว่างไทย – กัมพูชาต้องยุติลงจึงขอเรียกร้องให้ทางกัมพูชาปล่อยตัวคนไทยทั้ง 7 คน เพราะเป็นคดีเล็กน้อย เพื่อจะได้ไม่เกิดผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อกัน

อ้างอิง
http://www.baanmaha.com/community/thread17356.html
 http://mblog.manager.co.th/khonkhonkaen144/tag
http://www.oknation.net/blog/MOU43/2010/08/08/entry-1
http://www.socialthai.net/forum/index.php?topic=281.0
http://www.isnhotnews.com/
2011/01



 
 



วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ 11

การกำหนดมาตรฐานคุณภาพของครูในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ครูจะต้องทำกิจกรรม 7 อย่างคือ 1) การวิเคราะห์หลักสูตร 2) การวิเคราะห์ผู้เรียน 3) การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย  4) การใช้เทคโนโลยีเป็นแหล่งและสื่อการเรียนรู้ของตนเองและนักเรียน  5) การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงอย่างรอบด้านและเน้นพัฒนาการ 6) การใช้ผลการประเมินเพื่อแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ  7) การใช้การวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและการสอนของตน      จากประเด็นดังกล่าว นักศึกษาจะนำวิธีดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  (ข้อสอบ 20 คะแนน) ยกตัวอย่างออกแบบการจัดการเรียนรู้
1) การวิเคราะห์หลักสูตร คือ การสำรวจสภาพปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นต่างๆ ของสังคม และผู้เรียน  มีการกำหนดจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้ชัดเจนในการเลือกเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย วัย ความสามารถของผู้เรียน โดยเนื้อหาต้องมีความเชื่อถือได้ และสำคัญต่อการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความต่อเนื่อง และความยากง่ายของเนื้อหา วุฒิภาวะ ความสามารถ และความสนใจของผู้เรียน
2) การวิเคราะห์ผู้เรียน คือ  เป็นการวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียนเพื่อที่ผู้สอนจะได้ทราบว่า
ผู้เรียนมี ความพร้อมในการเรียนมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้เพราะการที่จะใช้สื่อให้ได้ผลดีย่อมจะต้องเลือกสื่อให้มีความสัมพันธ์กับลักษณะผู้เรียน ดังนั้นผู้สอนจะต้องคำนึงถึงลักษณะทั่วไป
และลักษณะเฉพาะของผู้เรียน เช่น
 การกำหนดลักษณะทั่วไป ซึ่งได้แก่  อายุ  ระดับความรู้  สังคม  เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของผู้เรียนแต่ละคน ถึงแม้ว่าลักษณะทั่วไปของผู้เรียนจะไม่มี ความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาบทเรียนก็ตามแต่ก็เป็น สิ่งที่ช่วยให้ผู้สอนสามารถตัดสินระดับของบทเรียนและเพื่อเลือกตัวอย่างของเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้  ส่วนลักษณะเฉพาะของผู้เรียนแต่ละคนนั้น นับว่ามีส่วนสำคัญโดยตรงกับ เนื้อหาบทเรียนตลอดจนสื่อการสอน
และวิธีการที่จะนำมาใช้ในการสอน

3) การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย  คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจะช่วยพัฒนาผู้เรียนในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ทั้งด้านความรู้ ทักษะและ
เจตคติ (ลักษณะนิสัย) และทั้งด้าน
IQ (Intelligence Quotient) และด้าน EQ (Emotional Quotient) ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข” เป็นผู้กระตุ้น ส่งเสริมสนับสนุนจัดสิ่งเร้าและจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพ ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของแต่ละบุคคล การจัดกิจกรรมจึงต้องเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ สร้างสรรค์ ศึกษาและค้นคว้า ได้ลงมือปฏิบัติจริง จนเกิดการเรียนรู้และค้นพบความรู้ด้วยตนเองเป็นสาระความรู้ที่เกิดขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีนิสัยสนใจใฝ่หาความรู้ด้วยตนเอง รักการอ่าน รักการเรียนรู้อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Long-life Education) และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
 
4) การใช้เทคโนโลยีเป็นแหล่งและสื่อการเรียนรู้ของตนเองและนักเรียน คือ  เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อการประมวลผล การใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ในการสร้างบทเรียน การใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อการค้นคว้า หรือสื่อสารข้อมูลทางไกลผ่าน Email และ Internet   ทั้งทางด้านวัสดุ อุปกรณ์ มาประยุกต์ใช้ ในการเรียนการสอน ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ
5) การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงอย่างรอบด้านและเน้นพัฒนาการ คือ  
                   1.  ศึกษาวัตถุประสงค์ของการประเมิน เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนรอบด้าน ดังนั้น จึงใช้วิธีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ เช่น การสังเกต สัมภาษณ์ การตรวจผลงาน การทดสอบ บันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง การรายงานตนเองของผู้เรียน แฟ้มสะสมงาน เป็นต้น

                   2.  กำหนดเครื่องมือในการประเมิน เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน ให้เป็นการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนรอบด้านตามสภาพจริงแล้ว ในการกำหนดเครื่องมือจึงเป็นเครื่องมือที่หลากหลาย เป็นต้นว่า

                             - การบันทึกข้อมูล จากการศึกษา ผลงาน โครงงาน หนังสือที่ผู้เรียนผลิต แบบบันทึกต่างๆ ได้แก่ แบบบันทึกความรู้สึก บันทึกความคิด บันทึกของผู้เกี่ยวข้อง (นักเรียน เพื่อน ครู ผู้ปกครอง) หลักฐานร่องรอยหรือผลงานจากการร่วมกิจกรรม เป็นต้น

                             - แบบสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรม การร่วมกิจกรรมในสถานการณ์ต่าง ๆ

                             - แบบสัมภาษณ์ เป็นการสัมภาษณ์ความรู้สึก ความคิดเห็น ทั้งตัวผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้อง

                             - แฟ้มสะสมงาน เป็นสื่อที่รวบรวมผลงานหรือตัวอย่างหรือหลักฐานที่แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ ความพยายาม หรือความถนัดของบุคคลหรือประเด็นสำคัญที่ต้องเก็บไว้อย่างเป็นระบบ

                             - แบบทดสอบ เป็นเครื่องมือวัดความรู้ ความเข้าใจที่ยังคงมีความสำคัญต่อการประเมินสำหรับผู้ประเมิน ประกอบด้วย ผู้เรียนประเมินตนเอง ครู เพื่อน/กลุ่มเพื่อน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียน

6 ) การใช้ผลการประเมินเพื่อแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ คือ กระบวนการเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้มุ่งพัฒนาหรือแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดในชั้นเรียนและขณะที่สอน นำผลที่ค้นพบมาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และพัฒนาสถานศึกษาไปสู่คุณภาพการศึกษาที่แท้จริงและยั่งยืน        
 7) การใช้การวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและการสอนของตน คือ  กล่าวโดยสรุปได้ว่าการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน โดยครูผู้สอนในชั้นเรียนนั้นๆ เป็นการดำเนินการที่มีการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนกลับ ซึ่งเป็นการวิจัยที่ทำเร็ว นำผลไปใช้ได้ทันที นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียนอย่างแท้จริง
  นักศึกษาจะนำวิธีดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ ให้ผู้เรียนอธิบาย ด้วยหลักการที่เป็นเหตุและผล อย่างเป็นระบบโดยใช้วิธีการพูดคุยเพื่อประเมินเหตุผลจากการอธิบายของผู้เรียน  การมอบหมายงานที่ใช้ทักษะการเขียน การเรียงความ หรือย่อความ  การสอบถามถึงประเด็นที่ผู้เรียนมักสับสนหรือหลงประเด็น  การให้ผู้เรียนสรุปประเด็นการเรียนรู้   และการสังเกตลักษณะคำถามที่ผู้เรียนสอบถามเพื่อให้ผู้เรียนประเมินหรือเขียนข้อมูลป้อนกลับจากการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ที่กำหนดวัตถุประสงค์ และเสนอมุมมองใหม่ ที่ทันสมัยและน่าเชื่อโดยใช้วิธีการวิเคราะห์วิจารณ์ โดยให้ผู้เรียนเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย แนวทางในการคิด การมองจากสถานการณ์ตัวอย่างผู้เรียนมีความพร้อมในการรับฟังและสนองตอบ
    ยกตัวอย่างออกแบบการจัดการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์  ดังนั้นผู้สอนควรพิจารณาเลือกใช้เทคนิคกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม  เลือกใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ที่จะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน  และใช้วิธีการวัดผลประเมินผลที่หลากหลาย  ทั้งนี้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพของแต่ละคน  และสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
กระบวนการจัดการเรียนรู้
            1.  กำหนดจุดประสงค์และสาระสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้
            2.  วิเคราะห์จุดประสงค์ สื่อและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศักยภาพของผู้เรียนและผู้สอน
            3.  ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์
            4.  ออกแบบปฏิสัมพันธ์ในแต่ละกิจกรรมการเรียนรู้  โดยเลือกใช้กระบวนการกลุ่มที่เหมาะสมกับกิจกรรมนั้น ๆ
            5.  เตรียมใบช่วยสอน สื่อ/อุปกรณ์  และแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ
            6.  ออกแบบการประเมินผลและเครื่องมือ
            7.  จัดการเรียนรู้และบันทึกผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้
            8.  ปรับปรุงและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้
องค์ประกอบการเรียนรู้
เป็นโครงสร้างของกระบวนการเรียนรู้  ที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ตามศักยภาพ  ซึ่งจากการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญรูปแบบต่าง ๆ พบว่ามีโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน 4 องค์ประกอบ คือ
            1.  การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คือ เป็นองค์ประกอบที่ผู้สอนพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนดึงประสบการณ์เดิมของตนมาเชื่อมโยง หรืออธิบายประสบการณ์หรือเหตุการณ์ใหม่  แล้วนำไปสู่การขบคิดเพื่อเกิดข้อสรุปหรือความรู้ใหม่  และแบ่งเป็นประสบการณ์ของตนเองกับผู้อื่นที่อาจมีประสบการณ์เหมือนหรือต่างจากตนเอง  เป็นการรวบรวมมวลประสบการณ์ที่หลากหลายจากแต่ละคนเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ร่วมกัน
            2.  การสร้างความรู้ร่วมกัน คือ เป็นองค์ประกอบที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้คิด  วิเคราะห์  สังเคราะห์  สร้างสรรค์มวลประสบการณ์ข้อมูล  ความคิดเห็น  ฯลฯ  เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้ชัดเจน  หรือเกิดข้อสรุป/ความรู้ใหม่หรือตรวจสอบ/ปรับ/เปลี่ยนความคิดความเชื่อของตนเอง
        3.  การนำเสนอความรู้ คือ เป็นองค์ประกอบที่เน้นให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลความรู้  แนวคิด  ทฤษฎี  หลักการ  ขั้นตอน  หรือข้อสรุปต่าง ๆ โดยครูเป็นผู้จัดให้เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการสร้างความรู้ใหม่หรือช่วยให้การเรียนรู้บรรลุจุดประสงค์
       4.  การประยุกต์ใช้หรือลงมือปฏิบัติ คือ เป็นองค์ประกอบที่ผู้เรียนได้นำความคิดรวบรวมหรือข้อสรุป  หรือความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นไปประยุกต์หรือทดลองใช้  หรือเป็นการแสดงผลสำเร็จของการเรียนรู้ในองค์ประกอบนั้น ๆ ซึ่งผู้สอนสามารถใช้กิจกรรมในองค์ประกอบนี้ในการประเมินผลการเรียนรู้  เมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รู้จักการนำไปใช้ในชีวิตจริง
การออกแบบกิจกรรม  มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนทำกิจกรรมได้ตรงตามความต้องการของผู้สอน  และเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
การออกแบบปฏิสัมพันธ์  กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  จึงเป็นการจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากกลุ่มให้มากที่สุด  แทนการฟังบรรยายอย่างเดียว
กิจกรรมเสนอแนะ  เป็นกิจกรรมที่เสนอแนะไว้เป็นทางเลือก  เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเรียนที่แตกต่างกัน  และยังเป็นกิจกรรมที่เสนอไว้สำหรับทำต่อเนื่อง  นอกเหนือไปจากชั่งโมงการเรียนรู้ เช่น อาจแจกงานให้นักเรียนทำนอกเวลาเรียนแล้วส่งเป็นผลงาน  ใช้จัดทำเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร  เป็นต้น  นอกจากนี้อาจเป็นกิจกรรมที่เสนอแนะเปิดกว้างให้ผู้เรียนเลือกทำตามความสนใจและความถนัดได้ด้วย
                ตัวอย่างกิจกรรมเสนอแนะ
                -  การสรุปผลงานที่เกิดในชั่วโมงการเรียนรู้นำมาติดบอร์ด
          -  หนังสืออ่านเพิ่มเติมนอกเวลา
          -  ทัศนศึกษาสถานที่ในประวัติศาสตร์
          -  ตัดข่าวที่น่าสนใจนำมาสรุปให้เพื่อนฟังในชั่วโมงโฮมรูม ฯลฯ